ประกันรถยนต์ชั้น 2+ เหมาะกับใคร คุ้มครองอะไรบ้าง
- Marketing FairDee
- 4 วันที่ผ่านมา
- ยาว 2 นาที
ประกันรถยนต์ชั้น 2+ คืออะไร?
ประกันรถยนต์ชั้น 2+ หรือที่หลายคนเรียกสั้น ๆ ว่า “2 พลัส” คือประกันรถยนต์ภาคสมัครใจ ที่เพิ่มระดับความคุ้มครองจากประกันชั้น 2 แบบปกติ จุดเด่นสำคัญคือ ให้ความคุ้มครองความเสียหายต่อตัวรถของผู้เอาประกันภัย กรณีเกิดอุบัติเหตุแบบ มีคู่กรณีเป็นยานพาหนะทางบก (รถชนรถ)
อย่างไรก็ตาม ประกันชั้น 2+ จะมีความแตกต่างจากประกันชั้น 1 เล็กน้อย คือ ไม่คุ้มครองกรณีชนแบบไม่มีคู่กรณี เช่น ชนเสา ชนกำแพง หรือเฉี่ยวสิ่งของโดยไม่มีรถคู่กรณี ที่ FairDee เราพร้อมช่วยคุณเปรียบเทียบความคุ้มครอง เพื่อให้เลือกแผนที่ “คุ้มค่าในงบ” และ “อุ่นใจในทุกเส้นทาง” ได้อย่างเหมาะสมกับการใช้งานของคุณ

ประกันรถยนต์ชั้น 2+ เหมาะกับใคร
การเลือกซื้อประกันรถยนต์ต้องดูที่ไลฟ์สไตล์และพฤติกรรมการขับขี่ของแต่ละคนเป็นหลัก มาดูกันว่า ประกันรถยนต์ชั้น 2+ เหมาะกับใคร มากที่สุด
รถยนต์ที่มีอายุมากกว่า 5 ปี
โดยทั่วไปแล้วรถยนต์ที่มีอายุการใช้งานมากกว่า 5 ปี มักถูกแนะนำให้ทำประกันรถยนต์ชั้น 2+ เนื่องจากมูลค่ารถยนต์จะลดลงไปมาก การทำประกันชั้น 1 อาจได้ทุนประกันที่ไม่คุ้มกับเบี้ยที่เสียไป การเลือกใช้ประกันชั้น 2+ จะช่วยลดค่าใช้จ่ายลงและยังคุ้มครองความเสียหายจากอุบัติเหตุรถชนรถและภัยธรรมชาติบางประเภทได้
คนขับรถระมัดระวัง มีประสบการณ์สูง
สำหรับผู้ที่ขับขี่อย่างมีสติ มีประสบการณ์ขับรถมายาวนาน และมั่นใจในการควบคุมรถของตัวเอง ประกันรถยนต์ชั้น 2+ จะเหมาะสมมาก เพราะช่วยประหยัดค่าเบี้ย แต่ยังให้ความคุ้มครองในเหตุการณ์ที่เกิดจากผู้อื่นขับรถมาชน หรือกรณีที่มีรถสูญหาย ไฟไหม้ หรือน้ำท่วมรถ
ผู้ที่อยากประหยัดค่าเบี้ยประกัน
หากคุณรู้สึกว่าเบี้ยประกันชั้น 1 แพงเกินไป แต่ยังต้องการความคุ้มครองมากกว่าประกันชั้น 3 หรือ ประกันชั้น 3+ ประกันรถยนต์ชั้น 2+ เหมาะกับใครที่มีงบจำกัด และต้องการบาลานซ์ระหว่าง ความคุ้มครอง กับ ค่าใช้จ่าย
รถยนต์ที่จอดในพื้นที่เสี่ยง หรือต้องจอดนอกบ้าน
หากคุณต้องจอดรถในที่เปลี่ยว ริมถนน หรือพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการถูกโจรกรรม การเลือก ประกันรถยนต์ชั้น 2+ จะช่วยให้คุณนอนตาหลับ เพราะมีวงเงินคุ้มครองกรณีรถหายที่สูงพอสมควรเมื่อเทียบกับเบี้ยประกันที่จ่ายไป

ประกันรถยนต์ชั้น 2+ คุ้มครองอะไรบ้าง
ก่อนตัดสินใจซื้อ คุณควรทำความเข้าใจว่า ประกันรถยนต์ชั้น 2+ คุ้มครองอะไรบ้าง เพื่อที่จะทราบขอบเขตความเสี่ยงที่ประกันจะรับผิดชอบแทนคุณ โดยทั่วไปจะแบ่งความคุ้มครองออกได้ดังนี้
ความคุ้มครองต่อความเสียหายของตัวรถยนต์ (เฉพาะกรณีรถชนรถ)
นี่คือจุดเด่นที่ทำให้คนเลือก ประกันรถยนต์ชั้น 2+ บริษัทจะจ่ายค่าซ่อมรถให้เราเมื่อเกิดอุบัติเหตุชนกับ "ยานพาหนะทางบก" (เช่น รถยนต์, มอเตอร์ไซค์, รถบรรทุก, รถพ่วง) โดยที่เราต้องสามารถระบุคู่กรณีได้
ความคุ้มครองกรณีรถยนต์สูญหาย ไฟไหม้ หรือน้ำท่วม
ประกันรถยนต์ชั้น 2+ ให้ความสบายใจสูงมากในเรื่องของเหตุไม่คาดฝัน
รถหาย/ชิงทรัพย์ : จ่ายค่าสินไหมตามทุนประกันหากรถถูกโจรกรรม
ไฟไหม้ : คุ้มครองความเสียหายหากรถเกิดไฟไหม้ ไม่ว่าจะมีสาเหตุจากตัวรถเองหรือปัจจัยภายนอก
น้ำท่วม : ปัจจุบันหลายบริษัทประกันรถชั้น 2+ ให้ความคุ้มครองน้ำท่วมไว้ในแพ็คเกจ เพื่อเพิ่มความคุ้มค่า
ความคุ้มครองต่อบุคคลภายนอก
คุ้มครองความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย และอนามัยของคู่กรณีหรือบุคคลภายนอก
คุ้มครองความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก (เช่น ไปชนรั้วบ้าน หรือชนรถคันอื่น)
ความคุ้มครองเพิ่มเติม
ค่ารักษาพยาบาลสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารในรถเรา
การประกันตัวผู้ขับขี่ในคดีอาญา
ค่าบริการรถยกหรือบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง (ขึ้นอยู่กับแต่ละบริษัท)
ข้อดีและข้อจำกัดของประกันรถยนต์ชั้น 2+
แม้ว่าประกันรถยนต์ชั้น 2+ จะตอบโจทย์ใครหลายคน แต่ลองมาดูรายละเอียดเจาะลึกทั้งข้อดีและข้อจำกัดของประกันประเภทนี้กัน

ข้อดีของประกันรถยนต์ชั้น 2+
ความคุ้มครองใกล้เคียงชั้น 1 ในราคาครึ่งเดียว : คุณได้รับความคุ้มครองเรื่องน้ำท่วม รถหาย และ ไฟไหม้ ซึ่งเป็นความเสี่ยงใหญ่ที่สุดสำหรับคนใช้รถน้อยหรือจอดทิ้งไว้ ในราคาที่ประหยัดกว่าชั้น 1 มาก
ซ่อมเราและซ่อมเขา : หากเกิดอุบัติเหตุชนกับรถยนต์ด้วยกัน (รวมถึงมอเตอร์ไซค์) ประกันจะซ่อมให้ทั้งรถคู่กรณีและรถของเราตามทุนประกันที่ระบุไว้
รับรถอายุเยอะ : รถอายุประมาณ 5–15 ปี ที่ไม่อยากจ่ายเบี้ยชั้น 1 แพง ๆ ชั้น 2+ คือจุดกึ่งกลางที่ลงตัว
ความคุ้มครองบุคคลภายนอก : มีวงเงินประกันตัวผู้ขับขี่ และค่ารักษาพยาบาลให้คนในรถและคู่กรณีตามมาตรฐาน ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงทางกฎหมายและค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ได้ดี
ข้อจำกัดของประกันรถยนต์ชั้น 2+
ไม่คุ้มครองชนแบบไม่มีคู่กรณี : นี่คือข้อจำกัดใหญ่ที่สุดของประกันรถยนต์ชั้น 2+ กรณีต้องเป็นยานพาหนะทางบกที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ (รวมถึงรถเครื่อง/มอเตอร์ไซค์) เท่านั้น ถ้าถอยชนกระถางต้นไม้, ชนกำแพง, หมาตัดหน้าแล้วหักหลบตกข้างทาง หรือกระจกโดนหินดีด คุณต้องจ่ายค่าซ่อมเองทั้งหมด
ต้องมีคู่กรณี ณ ที่เกิดเหตุ : หากรถถูกชนแล้วหนี และคุณไม่มีหลักฐาน (เช่น กล้องหน้ารถที่เห็นทะเบียนชัดเจน) หรือไม่สามารถระบุคู่กรณีได้ ประกันอาจปฏิเสธการซ่อมรถให้เรา
ทุนประกันมักจะน้อยกว่าประกันชั้น 1 : โดยทั่วไปทุนประกันของประกันชั้น 2+ จะถูกกำหนดไว้เป็นวงเงินคงที่ เช่น 100,000 - 500,000 บาท (ขึ้นอยู่กับเบี้ยที่จ่าย) ซึ่งอาจไม่ครอบคลุมราคารถทั้งหมดหากเป็นรถใหม่ราคาแพง
ประกันรถยนต์ชั้น 2+ คุ้มไหม ถ้าไม่ค่อยใช้รถ
คำตอบสั้นๆ ประกันรถยนต์ชั้น 2+ คุ้มมากและเหมาะที่สุดสำหรับคนใช้รถน้อยครับ แต่มีรายละเอียดที่ต้องพิจารณาเพื่อให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ดังนี้
ประหยัดค่าเบี้ยประกัน : เพราะการใช้รถน้อยลง หมายถึงโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุก็น้อยลงด้วย ทำให้ประกันชั้น 2+ เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมในแง่การประหยัดค่าเบี้ยประกัน แต่ยังได้รับความคุ้มครองที่สำคัญอยู่ครบถ้วน
เหมาะกับไลฟ์สไตล์ที่ใช้รถน้อย : ผู้ที่ไม่ค่อยได้ใช้งานรถเป็นประจำ ส่วนใหญ่มักจะจอดรถไว้ในที่ปลอดภัย เช่น บ้านหรือคอนโด ความเสี่ยงจากอุบัติเหตุเล็กน้อยหรือไม่มีคู่กรณีจึงลดลงมาก ทำให้ประกันรถยนต์ชั้น 2+ เพียงพอสำหรับความต้องการในการใช้งานจริง

คำถามที่พบบ่อย
ประกันรถยนต์ชั้น 2+ เคลมแห้งได้ไหม?
ประกันรถยนต์ชั้น 2+ โดยส่วนใหญ่แล้วจะไม่สามารถเคลมแห้งได้ (การเคลมความเสียหายเล็กน้อยที่ไม่มีคู่กรณีชัดเจน) เป็นสิทธิ์เฉพาะประกันชั้น 1 เท่านั้น ประกันรถยนต์ชั้น 2+ จะเคลมได้ต้องเป็นอุบัติเหตุที่มีคู่กรณีเป็นยานพาหนะทางบกเท่านั้น
รถเก่าทำประกันชั้น 2+ ได้ไหม?
รถเก่าที่อายุ 10-20 ปี สามารถทำประกันชั้น 2+ ได้ (ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละบริษัทประกัน) ซึ่งยืดหยุ่นกว่าประกันชั้น 1 มาก ประกันรถยนต์ชั้น 2+ ถือว่าเหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ต้องการลดค่าใช้จ่าย แต่ยังได้ความคุ้มครองสำคัญๆ ครบถ้วนที่ใกล้เคียงประกันชั้น 1 แต่พี่หมีแนะนำควรเปรียบเทียบราคาและเงื่อนไขความคุ้มครองจากหลายๆ บริษัท และเลือกให้เหมาะสมกับการใช้งานจริง และอย่าลืมดูเงื่อนไขที่สำคัญ เช่น ความคุ้มครองเพิ่มเติม หรือบริการเสริมต่างๆ เพื่อให้ได้ประโยชน์มากที่สุดจากการทำประกันรถยนต์ชั้น 2+



ความคิดเห็น